:: Creation Church for Jesus Christ :: องค์กรคริสตจักรสร้างสรรค์เพื่อพระเยซูคริสต์ ::
  THEN
 
 
   
 

รวย...ด้วยรัก



คุณมนตรี ศรไพศาล

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บมจ.หลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) หรือ MBKET.





จาก ... ที่ 26 ของห้อง ... สู่ ... ที่ 1 ประเทศไทย

สมัยที่ผมเป็น ด.ช. มนตรี ศรไพศาล เรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเผยอิง ตั้งแต่ ป.1 ถึง ป.4 ผมมีการเรียนที่ดีขึ้นเป็นลำดับ ตอน ป.4 มีการสอบ 6 ครั้ง ผมสอบได้ที่ 2 ตลอด ตลอดทั้งปี จึงโชคดีได้คะแนนเฉลี่ยที่ 1 ของห้อง

บรรดาเด็กๆ เผยอิงในยุคนั้น เมื่อจบ ป.4 ก็จะต้องหาทางศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษา โดยโรงเรียนที่เด็กเผยอิงยุคนั้นนิยมที่สุด คือ โรงเรียนสาธิต มศว. ปทุมวัน ผมก็ไปสอบด้วย และสามารถเป็น 1 ในเพียง 4 คนที่สอบเข้าได้สำเร็จ

ผมจึงถือว่า เป็นโรงเรียนของเด็กนักเรียนเรียนดีของหลายๆ โรงเรียนมารวมกัน (เพื่อนดังๆ ในรุ่นได้แก่ คุณ กรณ์ จาติกวณิช รมว. คลัง คุณปรียานุช ปานประดับ อดีตนางสาวไทย คุณ โอวาท พรหมรัตนพงศ์ พิธีกรชื่อดัง) ผมจึงสอบได้อันดับที่ 26 ของห้อง นับเป็นอันดับการสอบที่ค่อนข้างต่ำทีเดียว (แพ้เพื่อนๆ ประมาณครึ่งห้อง)

ชีวิตผมเริ่มเห็นพระพรตั้งแต่ชั้น ป.6 ทำให้ผมพบกับความรักในหลายๆ เรื่อง ที่ช่วยทำให้ผมเป็นเด็กที่มีความสุขในทุกสถานการณ์ ตั้งแต่เด็กๆ เสียงหัวเราะของผมเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่เพื่อนๆ ที่บอกว่า “หัวเราะอย่างนี้มาตั้งแต่เด็ก” จะยากดีมีจน ก็เป็นคนมีความสุขเสมอ

นอกจากเป็นเด็กที่มีความสุขแล้ว ยังรักที่จะพัฒนาตัว ให้เป็นไปตามพระคัมภีร์ที่ให้เรามีชีวิตที่สูงขึ้นทางเดียว ทำให้ผมสามารถเรียนดีขึ้นเรื่อยๆ เป็นลำดับ

จนเมื่อผมเรียนอยู่กลางปีชั้น ม.ศ. 3 เห็นพี่ชาย (ดร. สมจินต์ ศรไพศาล) ซึ่งเรียนอยู่กลางปีชั้น ม.ศ. 4 ได้คิดอยากสอบเทียบเพื่อกระโดดข้ามชั้น และเตรียมตัวสอบเข้าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และในที่สุดพี่สมจินต์ก็ทำได้สำเร็จ และเป็นแบบอย่างสำหรับน้องๆ ทุกคน

ผมเริ่มอ่านหนังสือมัธยมปลายตั้งแต่ปลายปี ม.ศ. 3 ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง เพื่อสอบเทียบข้ามชั้น และพยายามมุ่งให้ได้ที่ 1 ของประเทศไทย คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

ผมได้ไปลองสอบข้อสอบทดลองสอบของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ผมสอบได้ที่ 20

ต่อมาผมไปสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ (ซึ่งเป็นวิชาที่ผมถนัดที่สุด) ของสมาคมคณิตศาสตร์แห่งประเทศไทย ผมสอบได้เพียงที่ 5 แต่ผมก็พยายามจะสู้ต่อไป

ผมจึงได้ไปสอบข้อสอบทดลองสอบของคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตร-ศาสตร์ ซึ่งเป็นการสอบ 2 วิชาที่ผมถนัดที่สุด คือ คณิตศาสตร์ กับ ฟิสิกส์ ผมสอบได้ที่ 2

เมื่อทราบผล ผมกลับบ้านด้วยความยินดี ด้วยเชื่อว่า เป้าหมายให้ได้ที่ 1 คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ น่าจะไม่ไกล เพราะปรกติ ที่ 1 ประเทศไทย มักจะไปเอาที่ 1 คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ เรียกว่า “รู้หลบเป็นปีก รู้หลีกจึงมีสิทธิ์ได้ที่ 1” (ฮา)

ปรากฏว่า พี่ชายของผม (ดร. สมจินต์ ศรไพศาล) บอกข่าวร้ายกับผมว่า คนที่สอบได้ที่ 1 ที่ชนะผมนั้น เขาเป็นเพื่อนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ เขาไม่ต้องการได้ที่ 1 แพทย์ฯ เขาต้องการได้ที่ 1 วิศวฯ !!

ผมก็ได้แต่พยายามต่อ อธิษฐานขอพระเจ้า ขอทรงประทานกำลังสติปัญญา ให้สามารถสอบได้ดี ในที่สุดก็ไปสอบ

1 วันก่อนการประกาศผลสอบอย่างเป็นทางการ หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ได้โทรมาหาผมที่บ้าน และแจ้งข่าวว่า ผมสอบได้ที่ 1 ประเทศไทย จึงขอนัดมาสัมภาษณ์ผมและพ่อแม่

พ่อผมหัวเราะดีใจ “ฮา ฮา ฮา ฮา” เพื่อนบ้านที่ขายก๋วยเตี๋ยว และขายน้ำอัดลมหน้าบ้าน เมื่อทราบข่าว พอเห็นผมกลับบ้าน ก็ตะโกนร้อง “จอหงวนไล้เหลี่ยว จอหงวนไล้เหลี่ยว” (ไล่เหลี่ยว แปลว่า มาแล้ว)

นับเป็นช่วงเวลาแห่งความทรงจำจาก “พระพรแรก” ที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตจริงๆ


นอกจากนั้น หลังจากที่จบและเริ่มทำงานไปแล้ว 1 ปี ผมก็ได้ไปสอบเข้า MBA มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในวันปฐมนิเทศ ศาสตราจารย์ ด.ร. สังเวียน อินทรชัย (ปรมาจารย์ตลาดหุ้น ซึ่งเป็นที่เคารพรักโดยชาวตลาดหุ้น) ได้ประกาศว่า ผมเป็นผู้ที่สอบได้ที่ 1 คือสอบได้ 465 คะแนน ก็นับเป็นพระพรด้านการเรียนที่สำคัญอีกครั้งในชีวิต

ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปคิดดู ก็เกิดจากการทุ่มเทในการเรียนตั้งแต่ขั้นพื้นฐานสมัยประถมฯและมัธยมฯนั่นเอง ซึ่งเป็นพระพรที่มาจากความรักหลายๆ ด้าน ได้แก่

1. รักความฝัน : เราแต่ละคนย่อมมีฝันของตัวเอง ผมเองฝันที่จะก้าวหน้า ฝันที่จะบินสูง ใช้เวลาพัฒนาการเรียนอย่างต่อเนื่องในเวลา 6 ปี ตั้งแต่ที่ผมสอบได้ที่ 26 ของห้อง จนสามารถได้ที่ 1 ประเทศไทยได้ในที่สุด “ฝันให้ไกล ไปให้ถึง” เป็นบทเรียนที่มีความหมายสำคัญจริงๆ

2. รักเรียนมันส์ : การเรียนสนุกไม่น้อยกว่าเล่นเกมส์ เล่นเกมส์ก็ไม่ต่างกับการเรียน ทุกเกมส์มีโจทย์ยากให้ฝ่าฟัน เกมส์ที่ง่ายไปก็ไม่สนุก เกมส์ที่เป็นโจทย์ขั้นเดียวจบก็ไม่สนุก ต้องมีหลายขั้น ต้องท้าทายให้เรียนรู้และผ่านไปให้ได้ และมีหลายๆ ขั้นให้เล่นยากขึ้นๆ ให้สนุก บทเรียนก็เหมือนกัน บทพื้นฐานก็มักจะยาก จนถึงเวลาเข้าใจ เมื่อเข้าใจดี บทต่อๆ ไปก็จะง่ายขึ้น ผมเองตั้งแต่เด็กไม่ใช่อัจฉริยะ บทเรียนใหม่ๆ หลายวิชาเป็นเรื่องยากสำหรับผม
หลายครั้งอ่าน 2-3 ครั้งยังไม่เข้าใจ ผมก็จะอ่านครั้งที่ 4 ครั้งที่ 5 และบางครั้ง แทบจะต้องอ่านถึง 10 ครั้ง แต่เมื่อเราสามารถเข้าใจช่วงพื้นฐานของแต่ละบทนั้นๆ ดี เรามักจะเริ่มสามารถสนุกกับส่วนต่อๆ ไปในบทนั้น เสมือนการเล่นเกมส์ที่ผ่านแต่ละขั้นสูงๆ ขึ้นไป

3. รักเรียนด้วยกัน : ในชั้นเรียนประถมฯปลาย หรือมัธยม ผมมีเพื่อนๆ หลายกลุ่มที่เรามักจะอ่านหนังสือด้วยกัน แต่ละคนอ่านบทหรือวิชาที่ตัวเองชอบ แล้วมาผลัดกันติว ยิ่งในระดับมหาวิทยาลัยทั้งปริญญาตรี และ ปริญญาโท ก็ยิ่งต้องเรียนด้วยกันเป็นกลุ่ม แทบจะเรียกว่า เรียนเดี่ยวๆ ก็คงเป็นไปไม่ได้
การเรียนด้วยกันทำให้เราได้ความรู้ได้เร็วเพราะได้รับฟังส่วนที่สรุปให้กัน แม่นยำเพราะจะมีการแลกเปลี่ยนความเห็นและความเข้าใจต่อกัน รักกันมาก เพราะไม่เพียงเป็นเพื่อนที่สนุกกัน แต่ยังเป็นเพื่อนที่ได้สร้างคุณค่าให้แก่กันและกัน ได้ช่วยเหลือกันและกันด้วย

4. รักเรียนทุกวัน :
... ความรู้สึกที่ “สนุกเสมอทุกครั้งที่ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น”
... ตระหนักดีว่า “ในโลกนี้ยังมีอะไรอีกมากมายให้เรียนรู้อยู่ทุกวันทุกเวลา”
เป็นความรู้สึกที่สนุกตื่นเต้น และมีคุณค่ายิ่งต่อชีวิต และติดตัวมาได้จนปัจจุบัน

จาก ... โปรแกรมเมอร์ ... สู่ ... CEO

ผมเริ่มงานหลังจากจบคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผมก็เริ่มทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) เป็นสถาบันอันทรงเกียรติ พนักงานเป็นมืออาชีพ ผมได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย

ผมเริ่มเขียนโปรแกรมแรกที่รับผิดชอบเต็มตัวคือ โปรแกมเงินเดือน ผมได้ใช้เวลาประมาณ 1 เดือนก็สามารถเขียนได้สำเร็จ จำได้ว่าวันที่นำงานไปเสนอเพื่อเริ่มทดลองใช้ ยังต้องปรับปรุงงานจนถึงประมาณตี 2 ต้องนอนค้างที่โรงงานแบตเตอรี่เพื่อให้งานสำเร็จเรียบร้อย หลังจากนั้น ผมก็ยังได้มีโอกาสเขียนอีกหลายโปรแกรม

เมื่อผ่านไป 1 ปี ผมได้สอบเข้า MBA ม.ธรรมศาสตร์สำเร็จ กลางวันทำงานปูนซิมเมนต์ไทย กลางคืนเรียน MBA ที่ ม. ธรรมศาสตร์ ตอนเย็นและเสาร์อาทิตย์สอนหนังสือที่ The Tutor (ผมเริ่มสอนมาตั้งแต่ตอนเรียนปี 1)

ก็ช่วยไม่ได้ คนเริ่มสร้างเนื้อสร้างตัว และอยากแต่งงานเร็วก็ต้องทำงานหนักเช่นนี้ (ฮา)


เมื่อผมจบ MBA ม. ธรรมศาสตร์ เป็นจังหวะดีที่ คุณ กรณ์ จาติกวณิช ได้กรุณาโทรมาหาผม แจ้งว่าคุณกรณ์มีความคิดจะมาเปิดธุรกิจหลักทรัพย์ ขณะนั้น เมื่อถามผมว่ารู้จัก Jardine Fleming หรือไม่นั้น เป็นครั้งแรกที่ผมเคยได้ยินเลยจริง

ผมรู้สึกตื่นเต้น และศรัทธาใน คุณ กรณ์ มาตั้งแต่เล็ก แม้มีโอกาสได้เรียนชั้นเดียวกับคุณกรณ์เพียงหนึ่งปีเศษ

ตอน ป.5 คุณ กรณ์ เป็นหัวหน้าชั้นตั้งแต่แรกเริ่มเข้าโรงเรียน สมัยนั้นอาจารย์จะเลือกจากนักเรียนที่สูงใหญ่ที่สุดในห้อง ซึ่งขณะนั้น คุณกรณ์อ้วนกว่าผมมาก แต่คุณกรณ์ก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก จำได้ว่า เป็นผู้นำในการทำวารสาร 801 ตามชื่อห้องเรียนของเรา เป็นวารสารที่ทั้งฉบับเขียนด้วยมือ ผมยังดีใจที่ได้มีส่วนเขียนอยู่หน้าหนึ่งในนั้น

ในปี 1988 เมื่อทราบว่าคุณกรณ์อยากเปิดธุรกิจหลักทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการผู้ก่อตั้งธุรกิจตั้งแต่อายุ 24 ปี ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น และเป็นแรงบันดาลใจอย่างมาก ผมจึงได้เป็นพนักงานหมายเลข 2 ของ บ.ล. เจ. เอฟ. ธนาคมซึ่งผมภาคภูมิใจ ทั้งๆ ที่เป็นหมายเลข 2 ตามเวลา ไม่ใช่ตามลำดับจากบนลงล่าง (ฮา)

ผมเริ่มงานที่ห้องประชุมเล็กๆ ที่ยืมมาเพื่อเตรียมงาน เราเริ่มตั้งแต่งานเช่าพื้นที่สำนักงาน ประสานงานกับสถาปนิกผู้ออกแบบ ออกแบบโลโก้ ถือได้ว่า ประสบการณ์จากการเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ซึ่งต้องทำงานทุกอย่างโดยไม่เกี่ยงแม้กระทั่งการขี่มอเตอร์ไซค์ไปส่งจดหมายเชิญประชุมไปยังคณะต่างๆ จากธุรกิจส่วนตัวเล็กๆ คือ เดอะติวเตอร์ ช่วยให้ได้ใช้ประโยชน์ในการนำมาประยุกต์ใช้ในการเริ่มธุรกิจ บล. เจ. เอฟ. ธนาคมได้ลงตัวทีเดียว

3 ปีแรก ผมได้ทำงานในฐานะผู้จัดการฝ่ายคอมพิวเตอร์ เรามีห้องทำงานแคบๆ หลังอิเลคโทรนิคบอร์ด (ซึ่งถ้าหุ่นของผมเป็นอย่างช่วงที่กำลังเขียนหนังสืออยู่นี้ คงเดินผ่านไม่ได้แล้ว...ฮา) หลังจากที่คุณกรณ์ต้องการตั้งสายงานวาณิชธนกิจ ผมก็ได้ขออาสาลองงานๆ หนึ่ง คือการประเมินค่าธุรกิจของกิจการโอเชียนกลาส ผมได้ทบทวนวิชาการประเมินค่าควบคู่ไป และได้มีโอกาสเรียนรู้ไปกับงานอีกมากมาย จึงเป็นจุดเริ่มสำหรับงานวาณิชธนกิจซึ่งเป็นอาชีพหลักต่อมาอีกไม่น้อยกว่า 20 ปี


ผมได้มีโอกาสทำงานหลายๆ อย่าง ออก Euro-Convertible Debenture ไปกว่า 10 รายการ ให้กับบริษัทดีๆ มากมาย เช่น แลนด์แอนด์เฮาส์ บ้านปู เซ็นทรัลพัฒนา ฯลฯ เป็นที่ปรึกษาแปรรูปรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย โดยช่วยนำเอาบริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ฯลฯ

แล้วทั้งวงการหลักทรัพย์ก็ต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจด้วยกัน ผมเองก็มีความอึดอัดมากกับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่รู้สึกเหมือนอยู่ในยุคมืด จึงได้เขียนหนังสือเรื่อง “ร่วมกันคิด กู้วิกฤตเศรษฐกิจไทย” เพื่อหวังจะสร้างความหวัง และกำลังใจให้พี่น้องคนไทยทุกคนให้ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจไปได้ด้วยกัน

ผมต้องหางานใหม่ แม้จะมีเงินเดือนลดลงก็ยินดี ผมได้รับคำสอนในใจจากพระเจ้าในยามนั้นคือ “อดทน...ลูก...อดทน” ก็ทำให้ผมเข้าใจและยอมรับสภาพปัญหาได้อย่างมีสันติสุขในใจและความวางใจเสมอ

9 เดือนต่อมา ผมได้รับข้อเสนอใหม่ จากธนาคารฝรั่งเศสแห่งหนึ่ง แต่กลับพบกับเงื่อนไขที่น่าแปลกใจ แม้เงินเดือนจะกลับเพิ่มขึ้น แต่กลับไม่มีลูกน้องเลย แต่ผมก็ได้รับคำสอนจากพระเจ้าในใจว่า “ถ่อม...ลูก...ถ่อม” ซึ่งทำให้ผมทุ่มเททำงาน บางครั้ง ต้องเตรียมงานถึงตีสองตีสาม และเช้าตรู่ก็ต้องกลับมาเอารายงานไปส่งลูกค้าอีก ด้วยความถ่อมอย่างเป็นสุขและวางใจ งานต่างๆ ก็ผ่านไปได้ด้วยดี

อีกประมาณหนึ่งปีครึ่ง ผมได้รับการทาบทามให้มาดูแลงานวาณิชธนกิจของบริษัทหลักทรัพย์เล็กๆ อีกแห่งหนึ่ง และอยู่ที่นั่นอีกเป็นเวลาปีเศษ ก็ได้มีโอกาสมารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นพระพรสำคัญในชีวิตนับ 10 ปีที่ก้าวหน้าสูงสุดในชีวิตในวงการธุรกิจหลักทรัพย์

ความสำเร็จที่ผมได้รับในชีวิตการงานนั้น เกิดขึ้นด้วย “รัก” หลายๆ ด้าน ได้แก่

1. รักชีวิต : คิดแง่บวก มองชีวิตอย่างเป็นสุขได้ในทุกสถานการณ์
2. รักความฝัน : “ความฝัน” คือ สัญญาณแห่ง “พระพร” ในชีวิต
3. รักงานมันส์ : มุ่งมั่นในภารกิจที่ทำให้ชีวิตมีความเหมายเต็มเปี่ยม
4. รักปัญหา : “ปัญหา” หรือ “โอกาส” ต่างกันเพียงมุมมอง
5. รักเวลา : คนเราได้รับพระพรวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน แต่จัดสรรได้ดีแตกต่างกัน
6. รักคุณค่า : หาคุณค่าและความหมายในทุกสิ่งที่ทำไม่ว่าจะเป็นงานหรือบันเทิง
7. รักลูกค้า : การดูแล “ลูกค้า” เป็นคุณค่าแห่งหน้าที่ในชีวิต
8. รักรอบตัว : รักครอบครัว รักเพื่อนบ้าน รักเพื่อนร่วมงาน รักสังคม
9. รักแผ่นดิน : เราคนไทยเกิดมาเพื่อ “ทดแทนพระคุณแผ่นดิน” หรือ “ทวงหนี้แผ่นดิน”
10. รัก รัก รัก : พระบัญญัติข้อใหญ่ มีแต่ “ความรัก”


กว่า 20 ปี ... ยังหวานชื่น ด้วยหลัก “ที่ใดมีรัก...ที่นั่นมีสุข”

ผมเคยไปทำพันธกิจ โดยการจัดงานฉลองคริสตมาส ในคุกที่ธัญบุรี ผมได้พยายามให้กำลังใจกับผู้ที่อยู่ในคุกว่า “แม้เราจะอยู่ในนี้ ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องเป็นทุกข์ ผมแต่งงานมาแล้ว 21 ปี คนที่แต่งงานมาแล้ว 20 ปีเป็นยังไงทราบไหมครับ ?

มีเรื่องเล่าของคู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง รับประทานอาหารด้วยกันในวันครบรอบการแต่งงาน 20 ปี ภรรยาเริ่มสังเกตเห็นสามีน้ำตาไหล...
ภรรยาจึงถามว่า “พี่ นี่เราแต่งงานกันมา 20 ปี พี่ซาบซึ้งขนาดนั้นเชียวหรือ ?”
สามีตอบว่า “นี่เธอ...จำได้ไหม ? 20 ปีที่แล้วที่เรามีอะไรกัน แล้วพ่อเธอจับได้ จึงบังคับให้พี่แต่งงานกับเธอ ไม่เช่นนั้นจะเอาพี่เข้าคุก ...” สามีพูดสะดุด ด้วยเสียงสึกสะอื้น
“พี่มาคิดดูแล้วนะ...ถ้าพี่ยอมเข้าคุกซะ...ป่านนี้ก็พ้นโทษแล้วล่ะ”

แต่จริงๆ แล้ว ครอบครัวของผมไม่เป็นเช่นนั้น เรารักกันจนถือได้ว่า ความหวานชื่นยังไม่ต่างจากช่วงฮันนีมูนเลย

ผมได้เริ่มรู้จักกับปุ้ย (ภรรยาของผม) ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ที่จุฬาฯ ปี 4 เราได้มีโอกาสทำกิจกรรมด้วยกัน ผมเป็นนายกสโมสรนิสิตจุฬาฯ ปุ้ยช่วยผมด้านหาทุนจุฬาวิชาการ

ผมสังเกตว่า เธอเป็นคนน่ารัก มีหัวใจให้ส่วนรวม เธอให้เกียรติและยกย่องแม่ของผมว่าเป็น “คุณแม่ตัวอย่าง” ทำให้ผมรู้สึกว่า เธอน่าสนใจอย่างยิ่ง และสังเกตว่าเธอก็ไม่ปิดกั้น เมื่อผมได้ส่งสายตาแห่งมิตรไมตรีไป

มีเพื่อนๆ เคยถามปุ้ยว่า “ประทับใจคุณมนตรีที่ไหน ?”

เธอเคยตอบว่า “ชอบใจเสียงหัวเราะ...แล้วก็...หุ่นใกล้เคียงคุณพ่อของเธอ”

ในประเด็นหลัง จริงๆ แล้วตอนนั้น ผมยังผอมกว่าตอนนี้เยอะ (น้ำหนักประมาณ 82 กิโลกรัม เทียบกับประมาณ 100 เศษ ในปัจจุบัน ส่วนคุณพ่อตานั้นประมาณ 120 กิโลกรัม !) แต่ก็คงไม่น้อย ครูฝึก ร.ด. จึงมักจะแกล้งเสมอ คำสั่งที่ว่า “ไอ้อ้วน วิดพื้น!” ยังก้องอยู่ในหูผมเสมอ (ฮา)

ส่วนเรื่องเสียงหัวเราะ ก็เลยทำให้ผมยิ่งหัวเราะเสียงดังขึ้นตลอดมา (ฮา)


เมื่อผมจบปริญญาโท MBA ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้ว และได้เริ่มทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ เจ เอฟธนาคม จำกัด เราก็ตัดสินใจที่จะแต่งงานกัน

ตอนแรกเราก็ไปหาซื้อคอนโดมีเนียม แล้วก็ไปถูกใจทาวน์เฮาส์ 2 ชั้นเล็กๆ ราคาประมาณ 370,000 บาท จึงเริ่มผ่อนดาวน์ แต่ขอบคุณคุณปู่ เจียงอิ้ว แซ่เตีย ซึ่งได้ซื้อบ้านไว้หลังหนึ่งในหมู่บ้านธนาคารกรุงเทพ และได้ยกให้กับครอบครัวผม เราจึงได้เริ่มชีวิตครอบครัวของเราอย่างสมบูรณ์ที่บ้านหลังนี้

เพียงเวลา 1 ปี เราก็ได้เริ่มมีพยานรักกันคือ “น้องพีค” ปิยภูมิ ศรไพศาล

เราแต่งงานกันเดือน ธันวาคม 1988 มีลูกเดือนตุลาคม 1989 เจอเพื่อนๆ ก็ล้วนแต่แปลกใจว่า เร็วเหลือเกิน

ผมบอกเขาว่าสงสัยจะ “On Honey Moon” ดูลักษณะแล้ว น่าจะเข้าข่าย “First Day Trading (ซื้อขายวันแรก)” คือ มีลูกทันทีตั้งแต่ฮันนีมูน

เพื่อนๆ ก็แซวกันว่า “นั่นน่ะสิ นึกว่าเป็นประเภท Pre-IPO (ก่อนเข้าตลาด) เสียอีก (ฮา)

ยืนยันว่า ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมแน่นอนครับ

เมื่อมีลูกแล้ว เราก็ตัดสินใจว่า ให้ภรรยาลาออกมาเลี้ยงดูลูก เพราะสมัยที่ผมเด็กๆ กลับบ้าน ก็พบคุณแม่อยู่ที่บ้านทุกวัน ก็อยากให้ลูกได้รับพระพรนั้นด้วย

แม้เราจะยังฐานะปานกลาง เราก็คุยกันว่าเรายอม “กัดก้อนเกลือกิน”

ผมกลางวันทำงานเจเอฟ ตอนเย็นและเสาร์ก็สอนหนังสือเดอะติวเตอร์ ตอนนั้นเรายังใช้รถยนต์กะบะปิดโครงท้ายมือสอง เป็นรถครอบครัวที่เราได้ใช้อย่างมีความสุขหลายปี

ไม่นานเราก็มีน้องพาย (?) ปิยฉัตร ศรไพศาล ก็เป็นน้องที่ตุ้ยนุ้ยน่ารักตั้งแต่เด็ก ใฝ่รู้มาก พ่อสอนพี่บทเรียนอะไร พายก็พยายามแอบฟังอยู่ด้วยเสมอ

หลังจากนั้น เราตัดสินใจรออีก 6 ปีเศษ จึงมีน้องคนเล็ก เพราะเราเองเห็นเหตุผลของปัญหา Wednesday Child คือ “ลูกคนกลาง” ว่า ถ้าเราดูแลไม่ดี พี่ใหญ่ก็ได้รับความให้เกียรติ น้องเล็กก็ได้รับความเอ็นดู แต่คนกลางอาจถูกมองข้ามไป เมื่อเราเว้นอยู่นานพอ ลูกกลางก็เป็นลูกเล็กนานพอ และหวังว่าจะไม่มีปัญหาลูกคนกลางอีกต่อไป

ซึ่งก็ดูจะได้ผล น้องพายก็ได้รับความรักเต็มที่ไม่น้อยกว่าพี่หรือน้องเลย

ด้วยความที่เรามีลูกชายแล้ว 2 คน เราก็อยากลุ้นลูกสาว


และในวันคริสตมาส 1997 เราก็ได้น้องพราว ปิยพร ศรไพศาล มาเกิดในวันที่ 25 ธันวาคมพอดี ครอบครัวเราจึงถือว่า เป็น “ของขวัญวันคริสตมาส” ที่มีค่ายิ่งจากพระเจ้าจริงๆ

เรามีครอบครัวที่รักกันมาก เติมความรักและกำลังใจให้แก่กันเสมอ เรารู้สึกมีความสุขและความอบอุ่นเสมอที่เราได้อยู่ใกล้กัน

บทเรียนสำคัญที่ทำให้ครอบครัวของเรามีความรักที่หวานชื่น ไม่มีวันเสื่อมคลาย คือ “ความเชื่อ” ซึ่งจารึกไว้บนแผ่นหินที่หลังบ้านว่า

บ้านแห่งความรัก
ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข
ที่ใดขาดรัก ที่นั่นมีทุกข์
ผู้ใดให้รัก ผู้นั้นเป็นสุข
ผู้ใดหารัก ผู้นั้นเป็นทุกข์


เรื่อง “ที่ใดมีรัก ที่นั่นมีสุข” นี้ ทุกท่านพิสูจน์ได้ เพราะเป็นวิทยาศาสตร์ ลองสังเกตว่า
... มีวันไหนไหม ที่ครอบครัวรักกัน เข้าใจกัน ... วันนั้นมีความสุขไหมครับ ?
... มีวันไหนไหม ที่ครอบครัวไม่รักกัน ไม่เข้าใจกัน ... วันนั้นมีความสุขไหมครับ ?
ผมเชื่อว่า เรามักจะจำได้แม่นว่า วันที่รักกัน เข้าใจกัน เรามีความสุข และวันที่ไม่รักกัน ไม่เข้าใจกัน เรามีความทุกข์ หากเป็นเช่นนั้น ....
เมื่อความสัมพันธ์ในครอบครัวมีปัญหา จนทำให้เป็นทุกข์นั้น
... อย่าโทษความรัก ที่เป็นทุกข์ก็เพราะขาดความรักมากกว่า
... อย่าตัดความรัก ที่ขาดรัก เพราะรักกันน้อยเกินไป หรือรักกันไม่เป็นมากกว่า

เรื่อง “ผู้ใดให้รัก ผู้นั้นเป็นสุข” นั้นทุกท่านพิสูจน์อย่างวิทยาศาสตร์ได้เช่นกัน กับคนๆ เดียวกัน
... ลองนึกโกรธเขา ไม่ให้อภัยเขา ... เราเห็นอะไรในเขา ? เรามีความสุขไหมครับ ?
... ลองนึกรักเขา ให้อภัยเขา ... เราเห็นอะไรในเขา ? เรามีความสุขไหมครับ ?
เมื่อเรายังคิดโกรธเขา เราก็นึกถึงส่วนไม่ดีของเขา ใจเราก็ไม่เป็นสุข ทั้งๆ ที่เขาไม่ต้องทำอะไรกับเราแล้ว เราก็ยังอยู่ในความทุกข์ทุกครั้งที่ “เลือก” ที่จะ “คิดโกรธ” เขานั่นเอง
เพียงแต่เมื่อเราคิดรักเขา เราก็นึกถึงส่วนดี ส่วนที่น่ารักของเขา ใจเราก็ยังเป็นสุข ทั้งๆ ที่เขาไม่ต้องทำอะไรกับเราอีกเช่นกัน เราก็ยังอยู่ในความสุขได้ทุกครั้งที่ “เลือก” ที่จะ “คิดรัก” เขาเช่นกัน
แล้วเราจะ “เลือก” ทางที่เป็นทุกข์ไปทำไม ?
ถ้าเราไม่ช่างจดจำความผิด และเชื่อในส่วนดีของเขาอยู่เสมอ ชีวิตของเราก็จะเต็มไปด้วยความรัก และจะเต็มไปด้วยความสุขทั้งในครอบครัว ในที่ทำงาน ในสังคม และในชีวิตเสมอครับ


เลี้ยงลูกด้วยรัก

บางครั้งการให้ความรัก และการพร่ำสอนด้วยความรักและความอบอุ่น จะเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงด้วยความอดทน หลายครั้ง จะรู้สึกว่า ต้องออกแรงมากกว่าการใช้อำนาจ “ดุ” ลูกมาก เพราะ ดูเหมือนการ “ดุ” จะให้ผลตามที่ผู้ใหญ่ต้องการได้เร็ว แต่ผมสังเกตว่า หลายครั้ง หลายครอบครัว การดุเหมือนกับจะนำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน ความเหือดแห้งของความรัก และความเบาบางลงของสายใยการผูกพัน จนกลับทำให้การ “ดุ” ในครั้งต่อๆ ไปไม่ได้ผลเหมือนตอนต้นนัก

เราจึงได้ตัดสินใจที่จะใช้ “ความรัก” พร่ำสอนลูกๆ ให้กำลังใจลูกๆ ให้อยู่ในทางชอบธรรม

เมื่อเวลาผ่านไปๆ เราก็พบว่าเราคิดถูก ลูกที่เราผูกใจไว้ด้วยรัก สอนให้เขา “รักดี” คือ “รักที่จะทำความดี” ก็ทำให้ใจของเราผูกพันกันมั่นคง ไม่เคยห่วงว่าจะไม่รักกันเลย แล้วเราก็ได้ลูกที่รักและวางใจว่า ที่พ่อแม่สอนนั้นก็เพราะรักเสมอ

ลูกทั้งสาม คือ พีค พาย และพราว เป็นเด็กที่มีความสุข มีความฝัน การเรียนดี (แม้จะไม่ถึงกับโดดเด่น) มีความรัก ไปโบสถ์สม่ำเสมอและพร้อมจะช่วยเหลือกิจกรรมและดูแลน้องๆ ที่โบสถ์
... เราเคยเรียนมาว่า มนุษย์เป็น “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม”
... มีคนกล่าวตลกว่าเป็น “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยเงิน” ต่างหาก (ฮา)
... แต่ผมว่าแท้จริงแล้ว มนุษย์เป็น “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยรัก” ...
และการเลี้ยงลูกด้วยรักนั้น...คุ้มค่าจริงๆ
 
 
รู้จักพระเจ้า
รู้จักพระเยซูคริสต์
ความจริงแห่งชีวิต
ชีวิตแห่งพระพร
รวย...ด้วยรัก
(คุณมนตรี ศรไพศาล)
พระเจ้าทรงเป็นจริงในชีวิตเรา
(ภูริพัฒน์ ภูริวรางกูร)
รางวัลจากพระเจ้า
(ด.ญ. พัชรีพร จันทร์เพ็ญ)
เราต้องเชื่อก่อนแล้วจึงจะเห็น
ไม่ใช่เห็นแล้วถึงจะเชื่อ
(รศ.ดร.กิตติพันธ์)
กว่าจะถึงวันนี้ที่เรามี "เรา"
(รติยา & วรชัย)
ความสว่างแห่งชีวิต : ความจริงแท้...
ที่พบได้ในพระเจ้า (ดร.จิตติมา)
คำอธิษฐานรับพระคริสต์
 

   


Copyright © 2009-2016 by Creation Church for Jesus Christ, All Right Reserved
Email : webmaster@creation-church.com